Category Archives: บทความ1

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ทุกคนเกิดมาย่อมต้องการสุขภาพดี สมบูรณ์ แข็งแรง เพื่อสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ ทุกเพศทุกวัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

การดูแลตนเองในเรื่องของอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งมีความจำเป็นในทุกๆวัน 1. โปรตีน ช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตัวอย่างอาหารที่ให้โปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่ว  2. คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานและความร้อน ตัวอย่างอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต คือ ข้าว แป้ง เมล็ดธัญพืช ขนมปัง 3. เกลือแร่ ช่วยให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฟัน ผิวพรรณดี ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ อาหารที่ให้เกลือแร่ ได้แก่ พืช  ผักชนิดต่างๆ 4.วิตามิน บำรุงสุขภาพร่างกาย ระบบย่อยและระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นพวกผลไม้ต่างๆ 5.ไขมัน ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ช่วยในการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค

ใน 1 วันเราควรรับประทานอาหารให้เพียงพอใน 1 มื้ออาหารควรมีอาหารหลัก 5 หมู่ครบ และการเลือกรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ  สะอาด ปราศจากเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ  หรือ สุกๆดิบๆ  หลีกเลี่ยงอาหารทอด  อาหารที่มีมันเยอะ อาหารปิ้ง ย่าง  อาหารที่มีรสชาดหวาน   มัน  เค็ม  ซึ่งหากทานมากๆสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็ง     โรคเบาหวานได้  ในการรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยที่มีอาหารบางชนิดมีสรรพคูณทางยา สามารถรักษาโรคได้ เช่น ขิง มีสรรพคูณแก้ไข้ เวียนหัว และคลื่นไส้ได้   มะละกอ แครอท ส้ม  มีเบต้าแคโรทีน ช่วยลดคอเรสเตอรอล    ข้าวโพด มีสารลูทีน ช่วยป้องกันความเสื่อมของแสงสีเรตินา ในดวงตา  ไขมันในเลือดสูงให้ทานกระเทียมสดกินวันละ 10 กลีบ ปวดหัวให้ทานผักคะน้าหรือผักปวยเล้งกินวันละ  5 ขีด(แมกนีเซียม) ปลาทูอีก 2 ตัว(น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือชงโกโก้ทาน    เป็นหวัดไอจาม ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียมหอม และพริก  เป็นภูมิแพ้ให้ ทานฝรั่งวันละ 5 ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ให้กโยเกริ์ตรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมาทาน โรคหืดหอบไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่ หัวหอมใหญ่ หอมแดง

ต้นหอม ท้องอืดแก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อยๆ  โรคกระเพาะอาหาร กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือผักกะหล่ำปลีให้มาก เป็นต้น  ในระบบย่อยอาหาร ขณะรับประทานอาหารก็ควรจะเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อช่วยย่อยอาหารก่อนให้กระเพาะอาหารย่อยอีกที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายนอกจากนี้ร่างกายของคนเราจะประกอบด้วยน้ำ 70 % ของร่างกาย เราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ให้ร่างกายสามารถย่อยอาหาร ลำเลียงสารอาหารไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานได้ปกติ เลือดไหลเวียนดี หากร่างกายขาดน้ำหรือดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อร่างกายจะทำให้เกิดโรคต่างๆได้ตามมา  เพราะร่างกายคนเราต้องการน้ำมาใช้งานโดยที่เราไม่รู้ตัว หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เลือดในตัวข้น ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายผิดปกติไป ผิวหนังหยาบกร้าน ปวดศรีษะ เป็นตะคริว ความดันสูง  เป็นต้น  ดังนั้นหากเราต้องการดูแลร่างกายให้แข็งแรง ในตอนเช้า เราควรดื่มน้ำอุ่นทันที 2 แก้ว เพื่อช่วยให้อุจจาระได้ดีขึ้น และไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และเมื่อทานอาหารเสร็จ ภายใน 40 นาที เพราะจะทำให้ย่อยเจือจางลง ระบบการย่อยอาหารไม่ดี  ฉะนั้นการดื่มน้ำที่ดีควรดื่มเมื่อมีการกระหายน้ำ หรือ ควรดื่มน้ำทีละนิดระหว่างวัน จิบน้ำครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบบ่อยครั้งต่อวัน

การออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายหรือกระตุ้นให้ส่วนต่างภายในร่างกายได้ทำงานกว่าภาวะปกติอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเพศ วัย และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ จนส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง  มีสุขภาพกายสุขภาพจิตดีอีกด้วย  การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นวิธีที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ โดยผู้ออกกำลังกายต้องพิจารณาสุขภาพของตนเอง กำหนดโปรแกรมการออกกำลังกายของตัวเอง   ขณะที่ป่วยหรือไม่สบายด้วยโรคติดเชื้อควรระมัดระวังในการออกกำลังกาย

นอกจากนี้เราควรใช้เวลาในการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายจะเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์  สังคมและสติปัญญาช่วยส่งเสริมให้ระบบต่างๆของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ระบบข้อต่อต่างๆ ระบบย่อยอาหารทุกส่วน อวัยวะภายในร่างกาย ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กิจกรรมการออกกำลังกาย ได้แก่ การวิ่ง  การเดิน  กายบริหาร  การกระโดด  กีฬาต่างๆ เช่น ฟุตบอล  บาสเกตบอล  เทนนิส  ว่ายน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การออกกำลังกาย ต้องเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย และสุขภาพของแต่ละบุคคล  และจะต้องออกกำลังกายด้วยความระมัดระวัง เช่น เมื่อป่วยไม่สบาย มีไข้ตัวร้อน อากาศร้อนอบอ้าว ไม่ควรออกกำลังกาย  นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัว จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การออกกำลังกาย ไม่ควรออกกำลังกายเกิน 20-60 นาที ควรออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยก่อนออกกำลังกายควรอบอุ่นเป็นการเตรียมร่างกายโดยเฉพาะปอดและหัวใจให้พร้อมที่จะออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ดีคือกิจกรรมที่สามารถให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจากการพัก อาจเริ่มด้วยการเดินช้าๆ แล้วค่อยเดินเร็วขึ้นจนชีพจรเริ่มเต้นเร็วจาก 70 ครั้งต่อนาทีเป็น 100 หรือ 110 ครั้งต่อนาที ร่างกายจะค่อยๆปรับตัว ทำให้ไม่เกิดอันตรายก่อนออกกำลังกาย 5-10 นาที  และยืดเหยียดกล้ามเนื้อเอ็น  ข้อต่อ พร้อมที่จะออกกำลังกาย  ช่วงการออกกำลังกายเช่นถ้าวิ่งก็วิ่งให้หนักเพียงพอ ให้หัวใจเต้นประมาณ 60-80% ของชีพจรสูงสุด  ขณะออกกำลังกายติดต่อกัน 15-35 นาที เมื่อออกกำลังกายเรียบร้อยแล้วควรใช้เวลายืดเหยียดกล้ามเนื้อประมาณ 5-10 นาที ควรออกกำลังกายให้เหมาะสมเช่น ออกกำลังกายในที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆ อากาศถ่ายเทดี

การออกกำลังกายที่สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัยได้แก่การเดิน การเดินนั้นให้กำหนดระยะทางและความเร็วความความเหมาะสมของทุกคน   การออกกำลังกายโดยการใช้กายบริหาร   ให้กำหนดท่าเคลื่อนไหว ยากง่ายตามความเหมาะสม

หากเป็นกีฬา ที่ใช้ได้หลายวัย แต่ไม่ทุกวัย เช่น การถีบจักรยานเที่ยวใช้ได้กับทุกคน  ลูกบอลบางอย่าง เช่น วอลเลย์บอล   ส่วนการเล่นฟุตบอลใช้ได้เพียงนักเรียนหรือนักศึกษา  กีฬาที่จำกัดเฉพาะวัย โดยต้องอาศัยเทคนิค ความเร็ว  ความไว  กติกามาก เช่น การเล่นปิงปอง(เทเบิลเทนนิส) และ
แบตมินตัน  เหมาะกับวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว

การหยุดพักการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดภาวะตึงเครียดหรือความเมื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถทำได้โดย การนอนหลับ ซึ่งเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด  การหยุดพักชั่วคราวขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ    เพื่อพักผ่อนร่างกาย  หรือ การกระทำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความตึงเครียด เมื่อเกิดความเมื่อยล้า

การออกกำลังกายเมื่อรู้สึกเหนื่อย ควรหยุดพัก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรหยุดออกกำลังกาย เมื่อหัวในเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย   หายใจไม่สะดวก   หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค  เหนื่อยจนเป็นลม   มีอาการปวดข้อหลังจากการออกกำลังกาย   ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวไปแล้วควรหยุดออกกำลังกายสัก 2 วัน และให้ลดระดับการออกกำลังกายลง

ปัจจัยทางจิตใจ เราต้องมีการปรับตัว สามารถแก้ปัญหา เผชิญหน้ากับปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม รู้จักปรับความคิดไม่ให้เกิดความเครียด หรือทำงานหนักเหนื่อยล้ามากเกินไป ฉะนั้นจะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับตนเอง เลือกงานที่ดี เลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี  เหมาะสมกับตนเอง  การวางแผนที่ดี แบ่งงานให้พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ทำงานที่ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เลือกงานที่ไม่อันตราย ความเสี่ยงน้อย ตามความถนัดความสามารถที่มี

เราต้องรู้จักรับมือกับความเครียด โดยร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมาทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้ออาจเกร็งได้ ระบบย่อยอาหารถูกรบกวน การดูดซึมและการเก็บสะสมอาหารลดลง แล้วร่างกายจะผลิตไขมันและน้ำตาลออกมาเพื่อเพิ่มพลังงานมากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลและคลอเรสเทอรอลสูงขึ้น  สารอาหารที่สะสมไว้จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียอาหารทางปัสสาวะและทำให้รู้สึก อ่อนเพลีย หมดแรงนอนไม่หลับ ฮอร์โมนยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลง ผู้ที่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอสามารถรองรับความเครียดได้ดีกว่าผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระพวก วิตามินซี อี เบตาแคโรทีน  หรือวิตามินบี  แมกนีเซียมและสังกะสีเพิ่มขึ้น

การรับประทานอาหารที่ลดความเครียด คาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี กระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินและ  โปรตีนเล็กน้อยช่วยในการตื่นตัว  อาหารพวกวิตามินซีสูง ได้แก่  ส้ม ฝรั่ง สตอเบอรี่ กะหล่ำปลี พริกหวาน  คะน้า  บล็อกโคลี ผักโขม  อาหารที่มีแมกนีเซียม ได้แก่ เต้าหู้ เมล็ดฟักทอง เมล็ดพืชไม่ขัดสี  ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ  อาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารทะเล   แป้งถั่วเหลือง  ถั่ว เป็นต้น  วิตามินบีรวม ช่วยการทำงานระบบประสาท

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ มีฤทธิ์ในการกดประสาท  คาเฟอีน  เพิ่มความเครียดของร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ ยับยั้งการดูดซึมของธาตุเหล็ก จึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนพร้อมอาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร อาหารที่มีเกลือ โซเดียมสูง โดยอาหารที่มีไขมันสูง  ไขมันอิ่มตัว หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ๆ เพราะระบบย่อยไม่ควรทำงานหนักมาก งดสุรา  งดบุหรี่

การรู้จักและเข้าใจตนเอง มีสติ มีความคิดของตนเอง รู้ว่าตนเองคิดอะไร อย่างไร เข้าใจความคิด  ความสัมพันธ์ของความคิด   ความรู้สึก   คิดดี พูดดี ทำดี  รู้จักฝึกสติ ฝึกความคิดเมื่อคิดไม่ดีให้หยุดคิด รู้จักควบคุมตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ  หยุดความคิดที่วนเวียนมาจดจ่อกับร่างกาย สามารถเบนความคิดด้วยกิจกรรม อาจไปทำงานอย่างอื่น หรือ ฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกสู้ปัญหาให้เกิดความเคยชิน    ไม่หลบเลี่ยงปัญหา  ปรับตัวให้มากขึ้นเมื่อพบปัญหา มองการแก้ปัญหาอย่างท้าทาย พิจารณาที่สาเหตุของปัญหาและแก้ไขที่สาเหตุ โดยสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ยอมรับกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ให้ทำใจยอมรับและสนุกกับการเปลี่ยนแปลง  รู้ตัวเองว่ามีความกังวล มีความเครียด มีความกลัว อะไร สาเหตุจากอะไร   มีทักษะในการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ลดความเครียด  ลดความเศร้า  รู้จักปลอบตัวเอง สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ให้อภัยตนเอง  มีความเข้าใจตนเอง รู้จักตนเอง รู้จุดดี จุดด้อยของตนเอง ไม่ท้อถอย ยอมรับความจริง เมื่อผิดพลาดรู้จักแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น มีกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย  สามารถปรึกษาผู้อื่นที่สามารถพึ่งพาได้  มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทักษะในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  กล้าพูด กล้าบอก มีวิธีพูดบอกผู้อื่นด้วยความเป็นมิตร

การฝึกคิดในด้านต่างๆ คิดว่ามองตนเองในด้านบวก  มองคนอื่นในด้านดี  อภัย และแผ่เมตตา  หวังดี  มีความสุขในการให้ผู้อื่น  ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น และเมื่อมีปัญหาก็สามารถรู้จักปรึกษาผู้อื่น รู้จักผ่อนคลายตนเอง ทำในสิ่งที่ชอบแบบนันทนาการ เช่น  ดูหนัง ฟังเพลง  กิจกรรมศิลปะ  งานประดิษฐ์ รายการวิทยุ  รายการโทรทัศน์ที่ตลก เป็นต้น

การเรียนรู้ที่จะฝึกตนเองทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ  รู้จักดูแลตนเองในการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตที่มีคุณค่า  เริ่มต้นได้จากวัยเด็ก โดยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ด้านร่างกาย จิตใจ  อารมณ์

สังคม เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี และมีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป

Advertisements

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับชีวิตประจำวัน

download

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงชีวิตอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำรงชีวิตแก่พสกนิกรเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลง

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มีดังต่อไปนี้  สามห่วงคือ 1.ความพอประมาณ คือ ความพอเพียง พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป มีความเหมาะสม ไม่เบียดเบียนคนเองและผู้อื่น  2.ความมีเหตุผล คือ สามารถวิเคราะห์ถึงความสมเหตุสมผล ตามความต้องการและความจำเป็นที่มีอย่างรอบคอบ  3.มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี คือ เตรียมตัวพร้อมรับผลกระทบความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ให้มีความปลอดภัย ตามเกณฑ์ ตามกฎระเบียบ  ตามกฎหมาย   สองเงื่อนไข  1. มีความรู้ คือ ต้องรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ศึกษารายละเอียด แนวคิด ทฤษฎี ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม 2. มีคุณธรรม คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน สติปัญญา แบ่งปัน รับผิดชอบ จริงใจ เมตตากรุณา   นำไปสู่เศรษฐกิจ สังคม  สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่ดี

เราสามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในทุกเรื่อง ทุกเพศ ทุกวัยเพื่อให้เป็นการคิด การตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองก่อน ตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างรอบคอบแนวทางการนำไปใช้ เช่น การออมเงิน การเลี้ยงสัตว์ การแบ่งพื้นที่เพาะปลูก การเพาะปลูก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย การนำหลักคิดไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกเส้นทางเดินทางไปกลับบ้าน  การเลือกซื้อยาสีฟัน  การเลือกคณะวิชาเพื่อเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนมัธยมปลาย  การเลือกวิธีการรักษาคนไข้ของคุณหมอ   การเลือกชนิดของการเพาะปลูกของชาวไร่ชาวนา   การเลือกประเภทสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายของบริษัทฯ  การเลือกใช้ชนิดของแชมพูในร้านทำผม   การตัดสินใจประกอบอาชีพของตนเอง   ฯลฯ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดที่สามารถนำมาใช้ในการคิด ตัดสินใจ ได้ทุกเรื่อง ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อเราต้องการซื้อโทรศัพท์มือถือ จะต้องนำหลักคิด 3 ห่วง 2  เงื่อนไข มาคิดวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจซื้อ คือ มีความพอประมาณในการใช้เงินที่เรามีอยู่ ให้เหมาะสม ความมีเหตุผลที่ซื้อใช้ทำอะไรเพื่อประโยชน์อะไร มีความจำเป็นอย่างไร ต้องมีภูมิคุ้มกัน มีความพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลง มีความรอบคอบ มีการรับประกัน และมีการบริการหลังการขายที่ดี ก่อนจะซื้อจะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูล มีความรู้เกี่ยวกับยี่ห้อโทรศัพท์ คุณลักษณะ ความแตกต่างของแต่ละยี่ห้อ ศึกษาจุดเด่น จุดด้อย ก่อนจะตัดสินใจซื้อรุ่นใด ยี่ห้อใด และต้องมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต โดยการคิด การตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราสามารถนำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ไปใช้เป็นหลักในการคิด จะทำให้เป็นการตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความรอบคอบ และเป็นประโยชน์โดยผ่านการไตร่ตรองก่อน

สำหรับในสถาบันการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆสามารถนำมาใช้จัดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาได้ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หรือภาควิชาใด วิชาหนึ่งอย่างเดียวเราสามารถนำมาใช้ได้ในทุกรายวิชาและทุกกิจกรรมการเรียนรู้  สามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนแทรกในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาให้ผู้สอนนำไปสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้เป็นหลักคิด เช่น ในสถาบันการศึกษา อาจนำไปใช้ในการสร้างธนาคารออมเงิน  การทำตลาดนัดพอเพียง การสอดแทรกในกิจกรรมกีฬาสี  สอดแทรกในกิจกรรมเข้าพรรษา เป็นต้น  หรือในตัวอย่างนักเรียนสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเป็นการออมเงิน การทำบัญชีรายรับการจ่าย การตัดสินใจเลือกใช้เลือกซื้อสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน  โดยใช้หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขไปตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

คนต่างชาติเห็นว่าคนไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงใส่พระทัย ในทุกข์สุขของพสกนิกรชาวไทย และหาแนวทางในการดำรงชีวิตเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ มีความสงบสุข

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราคนไทยทุกคน จะได้นำพระราชดำริเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้นำไปสู่เศรษฐกิจ สังคม  สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่ดี อย่างสงบสุขและถือว่าเป็นการทดแทนคุณของแผ่นดินต่อไป

Technology NEWS

news

 A Man Jumped to his death In a Mall

ตายเพราะ…แอปฯ!! หนุ่มดิ่งตึกหลังเจอหน้าจริง

ตีนแมวแสบ บุกงัดโรงเรียนชายแดนสุรินทร์

ไอจีเฮี้ยน! สาวจีนคลั่งรักอัพรูปก่อนดิ่งตึกตาย

it

ญี่ปุ่นเปิดตัว “Pepper” หุ่นยนต์ทดแทนแรงงาน!

5 คำถามไขข้อข้องใจ “ทีวีดิจิตอล”

Filter Fakers เว็บจับโกหกคนติดแท็ก #nofilter บนอินสตาแกรม

คนไทยเกินครึ่งอาจถูกล้วงข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพราะดูซอฟต์แวร์เถื่อนไม่เป็น

ลิขสิทธิ์รูปภาพ

google X

fat

10 วิธี ลดน้ำหนัก แบบไม่รู้ตัว

news

msnเทคโนโลยี

ข่าวไทยรัฐ

สิ่งแวดล้อม

https://www.facebook.com/greennewstv

https://www.facebook.com/greennewstv

https://www.facebook.com/green?fref=ts

9 สถานที่เที่ยวที่มีคน search ปี 2013

วาง “สมาร์ทโฟนชื่อดัง” ใต้หมอน

เซียนภาษาอังกฤษ ภายใน 3 เดือน

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

IMG_7767

วิชาการนำเสนอและการสื่อสาร IS2

รายวิชาเพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น   เงื่อนไข ผู้เรียนต้องเรียนผ่านการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและส้างองค์ความรู้มาก่อน

ศึกษา เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจน เป็นระบบจากข้อมูล องค์ความรู้จากการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation) โดยเขียนโครงร่าง บทนำ เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงานเชิงวิชาการ โดยใช้คำจำนวน 2500 คำ มีการอ้างอิงแหล่งความรูัที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย เรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดอย่างชัดเจน เป็นระบบ มีการนำเสนอในรูปแบบเดี่ยว(Oral individual) หรือกลุ่ม(Oral panel presentation) โดยใช้สื่อประกอบที่หลากหลาย และเผยแพร่ผงานสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งานและถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

1. วางโครงงร่างการเขียนตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบ และวิธีการเขียนโครงร่าง
2. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการภาษาไทย ความยาว 2500 คำ
3. นำเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว หรือกลุ่ม โดยใช้สื่่อ อุปกรณ์ในการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม
4. เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ
5. เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งานและถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้แก่สาธารณะ

การประเมินผล 

1. คุณค่าของงาน       20 คะแนน
2. เล่าสู่กันฟัง            30  คะแนน
3. เรียงร้อยถ้อยคำ   50 คะแนน
รวม                           100 คะแนน

ตัวอย่างรูปแบบการเขียนรายงาน 

การเขียนรายงาน
การจัดรูปแบบการเขียนรายงาน
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์2
ผลงานนักเรียนการนำเสนอและการสื่อสาร

 

 

ปิดเทอมนักเรียนไปไหนกัน

        บทความ

         ช่วงเวลาปิดเทอม เป็นเวลาพิเศษของนักเรียน บางคนคิดว่า เป็นช่วงเวลาที่พักผ่อน เที่ยว เล่น กิน นอน ดูทีวี  อ่านการ์ตูน ดูวีดีโอ เล่นอินเทอร์เน็ต พอเปิดเทอม นักเรียนก็อ้วนกันทั่วหน้า  แต่มีนักเรียนบางคนที่พ่อแม่มีกิจการส่วนตัว ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอาหาร ขายของในตลาด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยหารายได้ ฝึกตนเองให้มีความรับผิดชอบ รู้จักการค้าขาย  นักเรียนบางคน ขายของในตลาด พอเจอครูก็สวัสดี เป็นภาพที่ครูภูมิใจมาก ที่นักเรียนใช้เวลาว่างคุ้มค่า ช่วยเหลือครอบครัว ดีมาก นักเรียนบางคนอาจไม่คิดอะไร ดังนั้นอย่างให้สมองว่างเปล่าเกิน หากนักเรียนต้องการเพิ่มรอยหยักในสมอง  ฉนั้นนักเรียนลองถามตัวเองว่า อยากทำอะไร  ใช้เวลาได้คุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งมีวิธีที่ครูจะแนะนำดังนี้

1. ฝึกฝนเรียนรู้ความสามารถพิเศษใหม่ๆ : เรียนพิเศษ อาจเป็นด้านวิชาการ วิชาที่ชอบเรียน  วิชาที่เรียนอ่อน หรือ อยากทำอะไรที่ตนต้องการ เช่น เย็บปักถักร้อย ฝึกดนตรี ฯลฯ 

  2. ออกกำลังกาย จะเป็นในบ้าน หรือนอกบ้านก็ได้   

3. อ่านหนังสือ  อ่านหนังสือที่มีประโยชน์ เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสือนวนิยาย หนังสือการ์ตูนความรู้

 หากไม่อยากเสียเงิน อาจไปหอสมุดใกล้บ้าน  ห้องสมุดประชาชน  เป็นต้น

  4. นอนหลับ ใช้เวลางีบในช่วงบ่ายๆ  พักผ่อนบ้าง แต่อย่านอนมากเกินจนเป็นคนขี้เกียจ

5. คิดสร้างสรรค์  ทำงานสร้างสรรค์ที่ตนเองสนใจ เช่น  สร้างเว็บไซด์  ตกแต่งบ้านใหม่ ทำอาหารใหม่ๆที่สนใจ 

  6. เป็นอาสาสมัคร  ทำอะไรให้สังคม การกุศล   

 7. ไปเที่ยว ถ้ามีเงินไม่มากก็เที่ยวใกล้บ้านก็ได้ 

8. ปรับปรุงการปฏิบัติตนของคุณ :  เช่นตื่นสาย ปรับปรุงให้ตื่นเช้า   

9. ถือศีล : อาจกินเจ หรือ การถือศีลอดในเดือนรอญับและชะอฺบาน

 10. ทำงาน :  ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเยี่ยมญาติ หรือบางทีอาจซื้อรถคันแรกให้ตัวเองก็ได้

ชวนคิด

ชวนคิด
ทั้งกาย วาจา ใจ เมื่อเราคิด เราพูด เราทำ จงมีสติ ตั้งมั่นด้วยความคิด ไตร่ตรอง ก่อนจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากทำโดยไม่คิด ทำผิดพลาดไป อาจต้องทำให้เสียใจภายหลัง ไม่เพียงแต่ตนเอง คนรอบข้างก็ลำบากไปด้วย ดังนั้น ก่อนทำอะไร จงคิดให้ดี อย่าลืมว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว “